แชร์

รวมภาษีที่ธุรกิจ SME ต้องรู้ — เข้าใจง่าย ใช้ได้จริง

การทำธุรกิจ SME ในยุคนี้ นอกจากการตลาด การสร้างยอดขาย และการบริหารทีมแล้ว ภาษี คืออีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่เจ้าของธุรกิจมองข้ามไม่ได้เลย ซึ่งหลายคนพอได้ยินคำว่าภาษีแล้วอาจรู้สึกยุ่งยากและปวดหัว แต่จริง ๆ แล้ว หากเข้าใจพื้นฐานให้ถูกต้อง การจัดการภาษีที่ดีไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมาย แต่ยังช่วยประหยัดต้นทุนและวางรากฐานให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงได้อีกด้วย 

วันนี้เราจะพาไปรู้จัก ภาษีที่เจ้าของธุรกิจ SME ต้องเจอ แบบสรุปครบ เข้าใจง่าย และนำไปใช้ได้จริงกัน 

ทำไม? เราในฐานะเจ้าของธุรกิจ SME ต้องใส่ใจเรื่องภาษี 
ก่อนจะไปดูว่ามีภาษีอะไรบ้าง เรามาทบทวนกันนิดนึงว่า ภาษีคือสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญและต้องรับผิดชอบ ซึ่งส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของธุรกิจ 

• ป้องกันค่าปรับได้ เพราะการจ่ายภาษีไม่ครบหรือยื่นล่าช้า อาจทำให้ธุรกิจโดนปรับ และต้องจ่ายเงินเพิ่ม ที่บางครั้งอาจจะแพงกว่าตัวภาษีเองเสียอีก 
• สร้างเครดิตให้ธุรกิจ ยิ่งถ้าคุณต้องการกู้เงินจากธนาคารเพื่อขยายธุรกิจ งบการเงินที่เสียภาษีอย่างถูกต้องคือหลักฐานชั้นดีที่ยืนยันความโปร่งใส 
• สิทธิประโยชน์ทางภาษี อย่างหลาย ๆ ประเทศ รัฐบาลมักมีนโยบายช่วยธุรกิจ SME เช่น อัตราภาษีพิเศษ หรือการนำค่าใช้จ่ายบางอย่างมาลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ซึ่งถ้าเราไม่รู้ เราก็อาจจะเสียสิทธิ์ทันทีเลย 
 
รวมประเภทภาษีเกี่ยวข้องกับธุรกิจ SME ที่ต้องรู้ 
พอเราเข้าใจความสำคัญของภาษีกันแล้ว คราวนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ 6 ประเภท ภาษี ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ SME แบบเข้าใจง่าย ๆ เพื่อให้คุณนำไปปรับใช้ได้จริงกัน 

1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล 
มาเริ่มต้นที่ภาษีตัวแรกกันเลย ซึ่งถือเป็นหน้าที่หลักของผู้ประกอบการที่จดทะเบียนในรูปแบบบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด ภาษีประเภทนี้กรมสรรพากรจะเป็นผู้จัดเก็บเพื่อนำส่งรายได้ให้รัฐบาล โดยหลักการง่าย ๆ คือเป็นการเก็บจากผลกำไร สุทธิทางภาษีของบริษัทนั่นเอง ซึ่งในการยื่นภาษีประเภทนี้ เราจะต้องยื่นทั้งหมด 2 ครั้งต่อปี  
• ครั้งแรกคือ ภาษีเงินได้ครึ่งปี โดยใช้แบบ ภ.ง.ด.51 เพื่อเป็นการประมาณการกำไรล่วงหน้า  
• และครั้งที่สองคือ ภาษีเงินได้ประจำปี โดยใช้แบบ ภ.ง.ด.50 เพื่อเสียภาษีจากกำไรที่เกิดขึ้นจริงตลอดทั้งปี 
สำคัญมาก เพื่อให้ธุรกิจของเราไม่เสียเปรียบในการจ่ายภาษีตัวนี้ นั่นก็คือการทำบัญชีที่ชัดเจน เราต้องรู้ต้นทุนและรายได้ที่ถูกต้อง เพราะกำไรสุทธินี่เองที่จะถูกนำไปคำนวณเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษี หากบัญชีไม่แม่นยำ บริษัทก็อาจจะต้องจ่ายภาษีแพงกว่าความเป็นจริงได้เลยล่ะ 

2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ส่วนต่างที่ต้องจัดการให้เป็น 
หลายคนคงคุ้นเคยกับคำว่า VAT 7% กันดี นี่แหละคือภาษี ที่เก็บเพิ่มจากราคาสินค้าหรือบริการที่คิดกับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือใหญ่ หากคุณมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี กฎหมายบังคับให้คุณต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและนำส่งเงินนี้ให้กับสรรพากรทุกเดือนผ่านแบบ ภ.พ.30 ซึ่งภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ที่การคำนวณภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ 
• ภาษีขาย คือสิ่งที่เราบวกเพิ่มไปในราคาสินค้าเวลาขายให้ลูกค้า 
• ส่วนภาษีซื้อ คือสิ่งที่เราจ่ายไปตอนซื้อวัตถุดิบหรือบริการจากที่อื่น 

3. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 
ภาษี ตัวถัดมาคือหน้าที่ที่เราต้องสวมบทบาทเป็นคนช่วยรัฐเก็บเงิน เมื่อบริษัทมีการจ่ายค่าบริการต่าง ๆ ไม่ว่าจะจ่ายให้คนทั่วไปหรือบริษัทอื่น เรามีหน้าที่ต้องหักเงินไว้บางส่วนตามที่กฎหมายกำหนดเพื่อนำส่งรัฐภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป โดยใช้แบบ ภ.ง.ด.3 สำหรับบุคคลธรรมดา และ ภ.ง.ด.53 สำหรับนิติบุคคล สำคัญคือเราต้องออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย ให้กับผู้รับเงินด้วย เพื่อให้เขานำไปใช้ลดภาระภาษีหรือขอคืนภาษีได้ในภายหลัง 

4. ภาษีป้าย สัญลักษณ์ร้านที่ต้องเสียภาษี 
สำหรับธุรกิจ SME ที่มีหน้าร้านและมีการตั้งป้ายชื่อร้าน ป้ายยี่ห้อ หรือป้ายโฆษณาเพื่อหารายได้ ไม่ว่าจะเป็นตัวอักษร ภาพ หรือสัญลักษณ์บนวัสดุใด ๆ ก็ตาม เราก็ต้องมีหน้าที่ต้องเสียภาษีป้าย ตามที่กฎหมายกำหนด 

แต่ก็จะมีป้ายบางชนิดที่ได้รับการยกเว้นภาษีด้วย เจ้าของธุรกิจแบบเรา ก็ต้องคอยประเมินก่อนว่าป้ายที่เราใช้อยู่นั้นเข้าข่ายต้องเสียภาษีหรือไม่ เพราะหากเพิกเฉยไม่เสียภาษีภายในกำหนด จะมีโทษปรับวันละ 100 บาท หรือหากจงใจไม่ยื่นแบบประเมินเลย อาจโดนปรับตั้งแต่ 5,000 ไปจนถึง 50,000 บาทเลยทีเดียว ซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมากเมื่อเทียบกับตัวภาษีเองด้วย 

5. อากรแสตมป์ ภาษีของการทำสัญญา 
เป็นภาษีที่มักจะมาคู่กับการทำสัญญาหรือตราสารต่าง ๆ นั่นเอง ซึ่งภาษีประเภทนี้จะจัดเก็บในรูปแบบของดวงแสตมป์ (ซึ่งไม่ใช่แสตมป์ไปรษณีย์) ใช้สำหรับปิดบนหนังสือสัญญาหรือเอกสารแสดงสิทธิต่าง ๆ ตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนดไว้  

ซึ่งตัวอย่างที่ธุรกิจ SME เจอบ่อยที่สุดคือ สัญญาเช่าที่หรืออาคาร, สัญญาจ้างทำของ หรือสัญญาการกู้ยืมเงิน แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่การติดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องและครบถ้วนเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อให้เอกสารเหล่านั้นมีความสมบูรณ์และใช้เป็นหลักฐานในทางราชการหรือทางกฎหมายได้นั่นเอง 

6. ภาษีธุรกิจเฉพาะ หรือภาษีสำหรับบางสายงาน 
ปิดท้ายด้วยภาษีธุรกิจเฉพาะ แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกธุรกิจที่จะต้องเจอภาษีตัวนี้ เพราะเป็นภาษีที่เรียกเก็บเฉพาะบางประเภทธุรกิจเท่านั้น เช่น ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ โรงรับจำนำ หรือธุรกิจค้าขายอสังหาริมทรัพย์ รายละเอียดจะขึ้นอยู่กับกฎหมายเฉพาะที่กำกับดูแลธุรกิจแต่ละประเภท ดังนั้นหากเราทำธุรกิจที่เข้าข่ายเหล่านี้ ก็จำเป็นที่จะต้องศึกษาให้ละเอียดเป็นพิเศษด้วย เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการยื่นภาษีที่อาจเกิดขึ้นได้นั่นเอง 

 
ภาษีที่ธุรกิจ SME ต้องรู้ มีทั้งหมด 6 ประเภท 
การเข้าใจเรื่องภาษี ทั้ง 6 ประเภทนี้ จะช่วยให้เราสามารถบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างมืออาชีพมากขึ้น และเคล็ดลับที่อยากฝากเอาไว้ ก็คือการทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายให้เป็นปัจจุบัน เพราะข้อมูลที่ถูกต้องจะเป็นแผนที่ดีที่สุดให้ธุรกิจของเรารับมือกับเรื่องภาษีได้ และช่วยให้เราไม่พลาดสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่รัฐมอบให้ ยิ่งถ้าหากเราจัดการเรื่องภาษีได้อย่างเป็นระบบ มันก็จะช่วยสร้างรากฐานที่มั่นคงเพื่อให้ธุรกิจเติบโตไปได้อย่างยั่งยืนในอนาคตอีกด้วย 

บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้